สงกรานต์ทีไร ก็ต้องอยู่บ้านคนเดียวแบบนี้แหละ... จะออกไปข้างนอกก็ไม่รู้ว่าจะออกไปไหนดี เพราะไม่ชอบถูกสาดน้ำ โดยเฉพาะจากพวกที่ไม่มีมารยาท ไม่รู้จักดูว่าคนอื่นเขาอยากเล่นด้วยหรือไม่ เห็นใครเดินผ่านหน้าเป็นต้องเหมาเอาว่าเขาจะเล่นด้วยไปหมด ไม่อยากจะไปต่อกรกับคนพวกนี้ เลยตัดปัญหาด้วยการไม่ออกไปไหนในช่วงสงกรานต์นี้เสียเลย
เว้นแต่ว่าจะมีรถมารับนั่นแหละ...อุอุ
แล้วเลยกลายเป็นประเพณีส่วนตัวไปเลย ว่าพอถึงสงกรานต์จะต้องรีบตุนอาหารเอาไว้ให้เต็มที่ เพราะว่าจะไม่ได้ออกจากบ้านหลายวัน เพราะไม่อยากโดนสาดน้ำ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเล่นกันแทบทุกตรอกซอกซอยกันจริงๆ น่าเบื่อมากๆ แต่คนเขาก็สนุกกันอ่ะนะ จะไปห้ามเขาได้ยังไง
สงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่หลายคนได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ใครที่มีบ้านอยู่ต่างจังหวัดก็ถือโอกาสได้กลับไปเที่ยวบ้านเสียหลายวัน ได้เจอกับพ่อแม่พี่น้องให้หายคิดถึง ไอ้เรามันมีครอบครัวก็เหมือนไม่มี เราต้องอยู่โยงเฝ้าบ้านคนเดียวแบบนี้ กลายเป็นเหมือนแม่นิโคลใน The Others โดยปริยาย... "ไม่มีใครมาไล่เราออกไปจากบ้านนี้ได้"
อันที่จริง เราก็ทำงานแบบไม่แน่ไม่นอนอยู่แล้ว อย่างวันไหนวันอื่นๆทำ เราอาจจะหยุด แต่วันไหนที่คนอื่นๆหยุด เราอาจจะทำ แต่ทำไม๊...ถึงช่วงวันหยุดเทศกาลทีไร มักจะเกิดความรู้สึกว่ามันเป็นวันหยุด...ใครๆก็ไม่ทำงานกัน เพราะงั้นเราควรหยุดมั้ง เลยหยุดดูซีรี่ส์ที่ซื้อมาตั้งแต่สองปีก่อนไปจนจบภายในเวลาสองวัน คือเรื่อง Punch (เอ้าท์มั่กๆเรยนะเนี่ย ชาวบ้านเค้าดูจนลืมกันไปหมดแย้ว)
ซีรี่ส์เกาหลีดีอยู่อย่าง ตรงที่ถึงแม้จะเป็นเรื่องรักๆ โรแมนติกบ้าง คอมเมดี้บ้าง น้ำเน่าบ้าง สามเส้าบ้าง โศกนาฎกรรมบ้าง และถึงแม้ว่าจะให้มีนางร้ายออกมาแย่งพระเอกจากนางเอก แต่นางร้ายเกาหลีก็ดูดี มีสกุลรุนชาติมาก คือหาทางกลั่นแกล้งนางเอกโดยที่ตัวเองก็ยังดูดี มีวีนบ้างแต่ก็ไม่มากมายจนกลายเป็นตัวประหลาด แล้วก็ดูเหมือนว่าเขาจะใช้เหตุการณ์หรือสถานการณ์มาเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว เลยทำให้แต่ละตอนค่อนข้างน่าติดตาม ทำให้อยากรู้ว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญยังมีการแทรกเกร็ดเรื่องราวแปลกที่เราไม่ค่อยรู้อีก อย่างตอน Hotelier ก็ทำให้สนุกไปกับเรื่องราวของพนักงานในโรงแรม เรื่อง All About Eve เป็นเรื่องของวงการทีวี/ผู้ประกาศข่าว พอมาเรื่อง Punch ก็เป็นเรื่องของนักมวย ก็สนุกไปอีกแบบ
สงสัยจะหวนกลับมาเป็นแฟนซีรี่ส์เกาหลีอีกครั้งก็คราวนี้แหละเนาะ...เจอแหล่งให้ซื้อราคาถูกๆแร้วนิ
ของแพงขึ้นแต่รายได้เท่าเดิม เพราะงั้นเราก็ต้องปรับตัวเหมือนกันอ่ะนะ จะปล่อยให้คนขายของเป็นฝ่ายปรับตัวอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร อย่างก่อนนี้ แกงถุงละ ๑๐ บาท เราซื้อกินวันละ ๓ ถุง รวมเป็นเงิน ๓๐ บาท พอคนขายขึ้นราคาเป็นถุงละ ๑๕ บาท อันที่จริงถ้าเราจะจ่ายเท่าเดิมก็จะได้แกง ๒ ถุง แต่ว่าในเมื่อเราก็ต้องปรับตัวให้กินน้อยลงแล้ว เพราะงั้นก็ปรับด้วยการซื้อให้น้อยลงไปด้วย เพราะงั้นก็เลยซื้อแค่ถุงเดียวพอ แล้วไม่ได้ซื้อทุกวันด้วย เพราะร้านนี้มันขายๆหยุดๆอยู่แล้ว
อีกอย่าง พี่เล่นเพิ่มราคาอย่างเดียวแต่ไม่เพิ่มปริมาณ น้องก็ซื้อไม่ไหวเหมือนกัน เพราะราคาเพิ่มตั้งครึ่งเท่า แต่ปริมาณกลับเท่าเดิม ทำให้จากที่เคยรู้สึกว่าถูก เลยกลายเป็นแพงไป โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับร้านที่ขายราคา ๒๐ บาทมาแต่เดิม แถมตอนนี้ก็ยังไม่ปรับราคาขึ้นด้วย
ที่จริงก็เข้าใจอ่ะนะ เรื่องที่ต้องปรับราคาขึ้น เพราะของต่างๆมันแพงขึ้น แต่ตัวเราเองก็ใช่ว่าไม่ลำบาก เพราะงั้นเท่าที่ทำได้ก็คือจะต้องกินให้น้อยลง เพราะเราไม่มีรายได้ทางอื่นเพิ่มเข้ามา เป็นแค่คนเขียนหนังสือโนเนม ชื่อเสียงก็ไม่มี มีแค่รายได้เท่าที่มีอยู่ในแต่ละเดือนนี้ก็นับว่าโอเคแล้ว จึงต้องพยายามใช้เงินอย่างประหยัดให้มากที่สุด
ก็รู้ทั้งรู้มาตั้งแต่เด็กแล้วนิเนาะ...ว่าเป็นนักเขียนเมืองไทยมัน 'ไส้แห้ง' แต่ก็ยังขืนจะเลือกเดินมาทางนี้เอง เพราะงั้นก็ไม่ต้องบ่นหรือคิดมากให้วุ่นวายหรอก...อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แล้วคงสักวันจะมีวันของเรา
ได้แต่หวังไว้อ่ะนะ...ไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว ใครไม่เข้าใจจะหาว่าเราดีแต่คิดก็ตามใจเขาละกัน ถ้าเขาไม่อยากยุ่งกับเรา เราไม่ต้องไปยุ่งกับเขาก็สิ้นเรื่อง...คิดแบบนี้ละกัน ไม่ปวดหัว เพราะเราเองก็ไม่ใช่ว่าจะคบกับคนง่ายซะที่ไหนกัน
หรือว่าเราเป็นคนทำตัวไม่น่ารัก เอ...อย่างที่พี่เค้าเคยบอกว่า "ทำตัวไม่ให้เรารัก" นั่นแหละมั้ง เราคงทำตัวแบบนั้นกระมัง คือแทนที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาทักทายด้วยดีกับทุกคน ก็กลับกลายเป็นทำตัวนิ่งๆเฉยๆ ใครถามมาสิบคำ ตอบกลับไปแค่คำเดียว แล้วก็ปิดประตูพูดคุยกันไปเลย ส่วนเรื่องจะเจ๊าะแจ๊ะอะไรนั้นเป็นอันเลิกคิดไปได้ ยิ่งกับคนที่ไม่สนิทสนมด้วยแล้ว บางทีแทบจะไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ... เฮ้อ! ก็ตัวเองไม่มีความเป็นกันเองกับผู้อื่นแบบนี้ จะให้คนอื่นมาแสดงความเป็นกันเองกับเราได้อย่างไร
นี่ก็คิดได้แหละนะ...เรื่องข้อบกพร่องของตัวเองเนี่ย...แต่จะให้แก้ไขปรับปรุงอ่ะ มันทำไม่ได้หรอก แล้วยังไงก็ไม่รู้ เหมือนว่าพยายามแก้แต่ก็ไม่ได้ ไม่อยากจะโทษว่าคนอื่นเขาไม่ให้โอกาสหรอกนะ เฮ้อ...ช่างมันเหอะ อยู่คนเดียว คิดคนเดียวก็ได้ ไม่เป็นไร ทำได้แค่นี้ก็แค่นี้
อีกไม่นานก็ตายแล้ว จะไปคิดอะไรให้วุ่นวายทำไม... คิดเสียว่าสักวันเราจะเขียนหนังสือให้ได้สักเล่มก่อนตายจากโลกนี้ไปก็แล้วกันเนาะ... เหอๆ
คุยกับพี่เหน่งว่าอยากทำ Book Club ขึ้นมา เพราะพี่เหน่งเคยดำริมาหลายครั้งแล้วว่าอยากทำ ไอ้เราเองก็ไม่เคยเห็นว่าหน้าตาของมันเป็นยังไง ก็เลยเฉยๆ ไม่เกิดความกระตือรือร้น ไม่ว่าพี่เหน่งจะพยายามอธิบายให้ฟังว่าที่เมืองนอกเค้าจัด Book Club กันยังไง ก็ไม่เกิดพุทธิปัญญากับเขาเสียที
อย่างคราวก่อน ที่แกจัดให้ไปคุยกันเรื่อง "ฟ้ากระจ่างดาว" เมื่อสองปีก่อน แล้วมีการบันทึกเทปไว้ด้วย แต่ดันทำออกมากลายเป็นเหมือนงานเสวนายังไงก็บอกไม่ถูกแฮะ เพราะแขกรับเชิญแต่ละคนก็ขึ้นไปนั่งสถิตอยู่บนเวที เรียงกันเป็นตับ แล้วทุกคนก็พูดกันแบบเกร็งๆ เพราะว่ามีกล้องส่องหน้ากันอยู่
หลังจากนั้นก็ได้มาเห็นในหนัง Little Children ที่นางเอกไปนั่งคุยกับบรรดาเพื่อนแม่บ้านในหมู่บ้านเดียวกัน ถึงเรื่อง Madame Bovary ก็คิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ว่าถ้าเราจะจัดแบบเล็กๆแบบในหนังเรื่องนี้ก็น่าจะได้เนาะ เพราะไม่เห็นจะมีอะไรยุ่งยาก แค่ให้สมาชิกทุกคนอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน พอถึงเวลาก็มานั่งคุยกัน
เนี่ยนะ...วันก่อนดู CSI ก็ีมีตอน Book Club ด้วยเหมือนกัน เพราะตัวละครที่โดนฆาตกรรมเค้าตั้งคลับของหนังสือ เชอร์ล็อค โฮมส์ แล้วสมาชิกทุกคนที่มาคลับก็จะแต่งตัวเลียนแบบตัวละครในหนังสือกันหมดเลย...เก๋ซะ
แต่ฝรั่งเค้าอ่านหนังสือกันจริงๆจังๆอ่ะนะ เวลาแสดงความเห็นก็ดูจะเอาเป็นเอาตายกันง่ะ แต่คนไทยจะออกมาอีท่าไหนก็ไม่รู้ เพราะส่วนใหญ่ก็เอาแต่อ่านๆ และนั่งฟังกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะมีความคิดความเห็น เลยบอกพี่เค้าไปว่าถ้าจะจัดก็ต้องคัดเลือกคนที่เป็นนักอ่านหน่อย แล้วก็ควรจะต้องเป็นคนที่กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นหน่อย เพราะไม่งั้นก็จะกลายเป็นคลับของคนใบ้ เสียเวลาจัดเปล่าๆ
ก็เพิ่งนึกได้ตอนนี้เอง ว่าไม่ควรเอาคนที่ "แรง" มากนัก เพราะไม่งั้นเดี๋ยวมันยึดความคิดตัวเองเป็นหลัก แล้วก็พวกแฟนคลับบ้าๆบอๆ แบบว่าพูดถึงข้อบกพร่องของนักเขียนคนโปรดไม่ได้เลยเนี่ย... ขอลาก่อนเลย เพราะคงพูดกันได้ไม่กี่คำแน่ๆ... There Will Be Slap!!! แหงๆ
พวกที่ "เบา" เกินไปก็ไม่ไหว รวมถึงไอ้พวกที่ชอบพูดคุยนอกเรื่องด้วย คุยๆอะไรกันนิดก็เอาละ...หาเรื่องแหกประเด็นออกไปจนกู่ไม่กลับ ซึ่งก็จะน่าเบื่อมาก เพราะกรูเป็นคนไม่ค่อยชอบออกเรื่องบ่อยๆเสียด้วย บางทีคนกำลังพูดอยู่แล้วถูกขัดจังหวะ ถูกขัดคอ มันทำให้อารมณ์เสียง่ะ
แล้วอารมณ์เสียทีไร...หน้าเป็นตูดทู้กทีเรย...
แล้วก็นะ...ไปๆมาๆ Book Club ที่คิดไว้สวยหรู อาจจะกลายเป็นแค่ Thai Drama Club แทน เพราะทุกครั้งที่คุยกันเรื่องนิยายทีไร หนีไม่พ้นเรื่องนินทาละครไทยยันนนนน... นานๆฟังสักครั้งก็ไม่กระไร แต่ฟังบ่อยๆมันก็น่าเบื่อ เพราะมันจะวนๆอยู่แค่เรื่องเดิมๆ ("มันงี่เง่า... ปัญญาอ่อน...ดูถูกคนดู...ทำไมพระเอกกลายเป็นปูไปซะแระ...ฯลฯ) วกไปวนมาอยู่นั่นแหละ เสร็จแล้วก็มาเข้าเรื่องละครที่สร้างจากเรื่องของแกอีกน่ะแหละ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ฟังซ้ำๆมาแล้วหลายรอบ จนบางทีก็นึกอยากจะบอกเหมือนกันว่า "พี่ค้าบบบ...ผมฟังจนเบื่อแร้วอ่า..."
แต่ใครจะกล้าพูดอ่ะ...ได้โดนด่าปะไร!
เลยบอกไปว่าให้คุยๆกันถึงเรื่องหนังสือนี่แหละ แล้วก็อัดเสียงไว้มาถอด เพื่อทำเป็นบทความลงในหนังสือ แกก็ไอเดียบรรเจิดต่อว่าพอทำๆไปสักปี ก็สามารถเอามารวมเล่มได้ แบบนี้ก็น่าจะเป็นการป้องกันการคุยนอกเรื่อง...คุยแต่เรื่องละคร...ฯลฯ ได้ส่วนหนึ่งเหมือนกันเนาะ
แต่มันสำคัญอยู่ที่ต้องหาคนมาคุยอ่ะ ตรงนี้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็นพี่เหน่งก็คงจะไม่ยากกระมังเนาะ เพราะแกเป็นคนเข้ากับทุกคนได้อยู่แล้ว คงจะสามารถเป็นสื่อกลางช่วยสานสัมพันธ์ หรือ break the ice ให้คนที่ไม่รู้จักกันได้หันมาทำความรู้จักคุ้นเคยกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้หรอกนะ
เพราะมันต้องเป็นคนมี "บารมี" ด้วยอ่าาาาาาา อิอิ
โห นานมากเลยนะเนี่ย... ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อก นึกว่าจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว แบบว่าเหมือนบัญชีธนาคาร พอไม่มีการเคลื่อนไหวนานๆเข้า ทางแบงค์ก็จัดการปิดให้ซะเรยยย...หุหุ
แต่ไหนๆก็ล็อกอินเข้ามาอีกทีแล้ว ก็อัพๆซะหน่อย จะได้ไม่เสียวเที่ย-เสียเที่ยวง่ะ
ปีนี้ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมาแล้ว ๒ ครั้ง คิดว่าน่าจะถือเป็นปีแรกที่ได้หนังสือกลับมาบ้านน้อยมาก โดยเฉพาะเล่มใหญ่ๆอย่างพวกนิยายนั้น ไม่มีเลยด้วยซ้ำ ได้แต่เรื่องสั้น แล้วก็หนังสือเล่มเล็กๆมาอีกสามสี่เล่ม กับสมุดบันทึกแบบไม่มีเส้นมาอีกสามสี่เล่ม แล้วก็สารคดีเล่มเก่าอีกแค่เล่มเดียว
แต่ขนาดนั้นก็เสียเงินไปตั้งเกือบพันบาทแน่ะ ขนาดไม่ได้ซื้อหนังสือใหม่ๆเรยนะเนี่ย
หนังสือใหม่ของคุณหญิงย่า "มารามลายใคร-มาลัยลายคราม" เห็นราคาแล้วสะดุ้ง เกือบ ๕๐๐ บาท!! ลดแล้วก็คงจะเหลือประมาณ ๔๐๐ กว่าบาท แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ซื้ออยู่ดี เพราะ ๑. ซื้อมาก็ยังไม่รีบอ่าน เพราะมีเรื่องอื่นที่รอคิวไว้ให้อ่านอยู่อีกหลายเรื่อง อาทิ "เหลี่ยมดาริกา" และเรื่องเก่าๆที่ค้างเติ่งมาน้านนาน อย่าง "เหลางง-หลงเงา", "กะไหล่ทอง" และอีกมากมาย
๒. หนังสือถึงแม้จะสวย แต่ก็ยังไม่มีพลังจูงใจในการซื้อเมื่อเทียบกับเรื่อง "มารามสามชัย-มาลัยสามชาย" ของอีกสำนักพิมพ์หนึ่ง ที่จะมีรูปประกอบสวยๆปะหน้าทุกบท สวยมาก ถึงราคาจะสูงถึง ๔๐๐ บาท (ราคาเต็ม ๔๕๐ บาท) แต่พอคิดแล้วว่าเวอร์ชั่นนี้ ถ้าหมดก็อาจจะย้ายไปพิมพ์กับสำนักพิมพ์อื่น รูปประกอบทั้งหลายก็คงจะไม่มี เลยเป็นแรงผลักดันให้ต้องรีบซื้อไว้ก่อน
เพราะงั้น "มารามลายใคร" ก็ต้องรอไว้มีเงินก่อน ไม่งั้นก็รอให้มีโชคลอยมา จะได้ไม่ต้องควักกระเป๋าง่ะ
หนังสือของพี่เหน่ง ๒ เรื่องคือ "ฮานาเล" กับ "ขนมจีนป้าทองดี" ฉบับพิมพ์ใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ววางในงานนี้พอดี ทั้งรูปเล่มและหน้าปกสวยมาก เห็นแล้วตะลึงในความงามสุดๆ
ไปยืนหยิบๆ ลูบๆ คลำๆ แล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้ตั้งเป็นนานสองนาน สักพักจึงรู้ตัวว่า...เอ๊ะ! นี่กรูจะบ้าอ่ะป่าวหว่า ไปยืนยิ้มปลาบปลื้มทำไม ทำหยั่งก๊ะมันเป็นหนังสือของเมิงเองซะง้านนนน...
เลยรีบวาง แล้วก็เดินหงอยๆออกจากบูธไปโดยพลัน
สองเล่มนี้ของพี่เหน่งก็เห็นจะไม่ต้องซื้ออยู่ดี เพราะเดี๋ยวพี่เหน่งก็ต้องให้มาเองแหละ อ้อ! นึกได้ว่าที่มัวแต่ไปยิ้มปลื้มใจ ก็อาจเป็นได้ว่าเพราะเรามีส่วนในการพิมพ์ต้นฉบับให้เค้าด้วยแหละ เอ้อ...ทำได้แค่นี้แหละเนาะ ในเมื่อยังเขียนเองไม่ได้ ก็ช่วยๆเค้าพิมพ์ไปก่อน คิดว่าสักวันคงต้องเป็นวันของเรา
เฮ้อ...พูดเรื่องให้ตัวเองเครียดอีกแระ... น่าเบื่อจัง...
บางทีก็คิดเหมือนกันว่าตัวเองเวลาทำงานอาจจะ "คิดมาก" เกินไปก็ได้ เลยทำให้วุ่นวายใจ ทำงานได้ไม่สะดวกเท่าใดนัก มีแต่ติดๆขัดๆตลอดเวลา ซึ่งเรื่องพวกนี้เอาไปพูดให้ใครฟังก็ไม่เข้าใจ มีแต่จะหาว่าเราหาข้ออ้างโน่นนี่ แท้จริงแล้วไม่อยากทำอ่ะดิ เพราะถ้าอยากทำจริงก็ต้องทำออกมาแล้ว
ไม่รู้ว่ะ...คิดแล้วกลุ้ม ไม่มีใครเข้าใจก็ช่างแมร่งงงงง! เบื่อเหมือนกันแหละ อยากจะปรึกษาซะหน่อยก็ทำเป็นเฉยเมย มิหนำซ้ำดันหาว่าเราเป็นพวกเอาแต่มองตัวเอง ไม่รู้จักมองไปข้างนอกเสียอีกแน่ะ เวลจริงๆ
ก็ไม่เป็นไรอ่ะนะ เรื่องของเรามันก็ต้องให้ตัวเราเองเป็นคนให้คำปรึกษา คิดง่ายๆแบบนี้ก็ละกัน คนอื่นเค้าไม่อยากรับรู้ ไม่อยากรับฟัง เพราะกลัวว่ากรูจะไปเกาะเค้า ทำให้เค้ารำคาญก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน
คบกันเพียงผิวเผินซะ มันก็ดีไปอย่าง จะได้กันตัวเองออกห่างจากความวุ่นวายทั้งปวงได้ง่ายๆ ไม่ต้องผูกพันกัน ไม่ต้องเอาเรื่องต่างๆของกันและกันมาหนักใจ ชีวิตก็เป็นอิสระดี คิดซะแบบนี้ละกัน
ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแทน...
edit @ 3 Apr 2008 18:16:48 by น้องมอด