ม.6/5 ปากหมา ท้าผี

posted on 05 Oct 2013 04:17 by nongmod in nongmod-writing
 
ม.6/5 ปากหมา ท้าผี (พชร์ อภิรุจ, พ.ศ. ๒๕๕๖)
 
ดูจบละ! หนังก็ดูเพลินๆดีนะฮะ ถึงจะย่อหย่อนความตลกไปบ้างเมื่อเทียบกับหนังชุด "หอแต๋วแตก" แต่โดยรวมๆถือว่าพอใช้ได้ เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เด็กนักเรียนมัธยมอยากลองดี เลยชวนกันบุกเข้าไปในอาคารร้างของโรงเรียน เพื่อพิสูจน์ว่าตำนานเก่าแก่ที่เคยได้ยินมานั้น มันเป็นจริงหรือเปล่า และผีมีจริงหรือไม่!

หนังเล่นสนุกกับเหตุการณ์ที่เด็กกลุ่มนี้เจอผีหลอก ต้องวิ่งพล่านไปๆมาๆทั่วตึกอยู่นาน ดูๆไปก็เริ่มเบื่อขึ้นมาหน่อยๆ เพราะหนังออกจะพยายามเร้าอารมณ์ โดยเฉพาะดนตรีประกอบตึงๆตังๆที่เปิดตลอด แถมเสียงเด็กเปรตพวกนี้ก็แหกปากกันเก่งโคตรๆ กว่าจะเข้าเรื่องที่หนังซ่อนไว้เปนความลับก็นานพอสมควร ซึ่งก็ถือว่าโอเค อย่างน้อยผู้กำกับก็กล้าพอจะบอกคนดูอย่างตรงไปตรงมาว่า คนเปน 'ครู' ผู้มีหน้าที่อบรมสั่งสอนนักเรียนนั้น เอาเข้าจริงก็ยังเปนปุถุชน มีกิเลสตัณหา มีรัก-โลภ-โกรธ-หลง แบบมนุษย์ธรรมดาๆทุกประการ ฉะนั้นเลิกคิดกันเสียเถอะ ว่าคนเปนครูจะต้องประพฤติปฏิบัติตนงามพร้อม ทำตัวเปนแบบอย่างควรค่าแก่การเอาเปนเยี่ยงอย่างเสมอไป แต่ถึงงั้น คนเปนนักเรียนก็ควรต้องให้ความเคารพครูบาอาจารย์ตามสมควร ถึงแม้ครูจะไม่ทำตัวดีพร้อมไปซะทุกอย่าง แต่การจะเอาครูมาเหยียบย่ำเห็นเปนของสนุกก็ถือเปนเรื่องไม่ควรทำอยู่ดี อย่างที่บอกแล้วว่าครูก็เปนคน ย่อมทำอะไรผิดพลาดได้บ้างเปนของธรรมดา

ดูเรื่องนี้แล้ว เห็นจริงที่ว่าคนเอเชีย ไม่ค่อยปฏิเสธการมีอยู่ของภูตผีวิญญาณ โดยเฉพาะบ้านเราและจีน นอกจากไม่ปฏิเสธยังให้ความเคารพบูชาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยช่วยปกปักรักษาเราให้แคล้วคลาดภยันตรายด้วยซ้ำไป แต่ถ้าหากดันไปทำอะไรให้ไม่พอใจ ก็เตรียมตัวโดนจับหักคอได้เบยยยยย... อย่างไรก็ดี ผีไทยออกจะแตกต่างจากผีประเทศอื่นอยู่หน่อย ตรงที่เป็นผีขี้ใจอ่อน ต่อให้เคียดแค้นอาฆาตสังคมและโลกสักเพียงใด แต่พอโดนออดอ้อนวิงวอนขออภัยหนักๆเข้าก็ยอมใจอ่อนจนได้ สุดท้ายก็ยอมไปผุดไปเกิดแต่โดยดีทุกที! จะว่าไปก็ถือเปนคาแร็คเตอร์ของผีในหนังผีไทยแท้ๆแต่ดั้งเดิม ที่แลดูว่าจะห่างหายไปนานนับตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้นของผีซาดาโกะ (The Ring) กับผีคายาโกะ (Ju-On) ที่ทำให้ผีไทยยุคหลังกลายเป็นผีโรคจิต บ้าเลือด ฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้า จนลืมไปแล้วว่าเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้ผีไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก คือรู้จักคำว่า 'อโหสิกรรม' ....  :'-P

คอมเม้นท์เป็นเหตุ

posted on 09 Jan 2010 17:58 by nongmod in nongmod-diary

ที่ข้าพเจ้าจะเขียนต่อไปนี้ ว่าที่จริงก็เป็น 'การระบายอารมณ์' แลเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีค่าพอจะนำมาเผยแพร่ในสถานที่สาธารณะให้ผู้อื่นได้อ่านเท่าใดนัก แต่เนื่องจากข้าพเจ้าถือว่า พื้นที่บล็อกแห่งนี้ เป็นเสมือนพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งข้าพเจ้ามีสิทธิและความชอบธรรมเต็มที่ในการเขียนหรือนำเสนอสิ่งต่างๆตามความพอใจ และโดยเสรี ตราบเท่าที่มิได้ล่วงละเมิดผู้อื่นให้เกิดความขุ่นเคือง เดือดเนื้อร้อนใจ รวมถึงเป็นการเขียนข้อความอันผิดกฎหมาย ศีลธรรม แลความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมือง

นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังถืออีกด้วยว่า ในการเขียนข้อความลงบล็อกนี้ ข้าพเจ้ามิได้ทำการป่าวร้องบอกประกาศ หรือหาวิธีการดึงดูดให้บล็อกเกอร์ท่านอื่น 'ต้อง' คลิกเข้ามาอ่าน เพราะข้าพเจ้ารู้แจ้งดีว่า ต่อให้ทำถึงขนาดนั้น แต่หากผู้คนไม่สนใจ ไม่อยากอ่าน ข้าพเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี (กระทั่งการพยายามเข้าไปคอมเม้นท์ในบล็อกอื่นๆ อันถือเป็นวิธีการโปรโมทบล็อกวิธีหนึ่ง ซึ่งบล็อกเกอร์โดยมากนิยมปฏิบัติ ข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดจะทำ!)

จึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่เข้ามาอ่านข้อความในบล็อกนี้ของข้าพเจ้า คือผู้ที่มี 'ใจ' จะเข้ามาอ่านจริงๆ เพราะเห็นชื่อเรื่องที่อัพเดทในหน้าแรก และอาจรวมถึงผู้ที่ 'พลัดหลง' เข้ามาอ่าน ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ข้าพเจ้าก็ขอขอบใจทุกท่านที่เข้ามาอ่านจนถึงบรรทัดนี้ ซึ่งท่านคงจะสงสัยกันเต็มทีแล้ว ว่าเมื่อไหร่ข้าพเจ้าจึงจะเข้าเรื่องเข้าประเด็นเสียที

แต่ก่อนจะเข้าประเด็น ข้าพเจ้าก็มีเรื่องจะพูดอีกว่า ในการลงมือเขียนหนังสือ ข้าพเจ้าชอบที่จะเกริ่นนำนานๆเช่นนี้เสมอ เป็นนิสัยในการเขียนที่แก้ไม่หาย ด้วยเคยพยายามแก้มาหลายครา และข้าพเจ้าก็รู้ว่านิสัยการเขียนแบบนี้ไม่เหมาะกับการเขียนบล็อกเสียเลย เพราะชาวบล็อกโดยมากนั้น มักไม่นิยมอ่าน-เขียนข้อความที่ยืดเยื้อ ปูพื้นนานๆ สามสี่ย่อหน้าแล้วก็ยังไม่เข้าเรื่อง (ดังที่ข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่นี้) ทั้งยังนิยมสรรหารูปมาประกอบแลจัดการตกแต่งให้สวยงาม มาเป็นตัวดูดดึงสายตาผู้ที่คลิกเข้าไปในบล็อกของตน

สำหรับบล็อกของข้าพเจ้า ท่านที่คลิกเข้ามาอ่าน ย่อมจะเห็นชัดเจนว่าปราศจากการตกแต่งใดๆโดยสิ้นเชิง ทางเว็บมาสเตอร์กำหนดรูปแบบของบล็อกให้เลือกมาอย่างไร ข้าพเจ้าก็เลือกไปตามนั้นโดยไม่มีเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ยกเว้นเพียงข้อความที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นเอง ส่วนสาเหตุที่ข้าพเจ้าไม่ตกแต่งบล็อกเลยนั้น ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่า 'ขี้เกียจ' พร้อมกันนั้น ข้าพเจ้าได้หาเหตุผลมาเข้าข้างตนเองว่า 'หากจะมีผู้ใดเข้ามาอ่านบล็อกเรา เขาคงอยากอ่านข้อความที่เราเขียน มากกว่าเพราะบล็อกเราตกแต่งสวยงาม'

กลายเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่นิยมโปรโมทบล็อกของตนด้วยประการทั้งปวง ถือคติว่า 'ใครใคร่อ่านอ่าน ใครใคร่คอมเม้นท์ก็เชิญตามสบาย'


อย่างที่กล่าวแล้ว ว่าข้าพเจ้าเองก็ออกจะรู้ตัวว่านิสัยในการเขียนหนังสือไม่เหมาะกับการมาเขียนข้อความลงบล็อก ข้าพเจ้าจึงไม่คาดหวังนักว่าจะมีคนจำนวนมากเข้ามาอ่าน ทั้งยังไม่หวังด้วยซ้ำไปกว่าจะได้รับคอมเม้นท์แสดงความเห็น พูดกันตรงๆ คือข้าพเจ้าออกจะเฉยๆ เรื่องการได้รับคอมเม้นท์จากผู้อ่านบล็อกอยู่มาก หากมีก็ดีใจ แต่หากไม่มีก็ไม่เสียใจ

แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเสียใจและใจเสียเป็นที่สุด คือการได้รับคอมเม้นท์ในลักษณะไม่สร้างสรรค์ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนทำร้ายจิตใจกันอย่างมาก และมองไม่เห็นเลยว่ามันเป็นคอมเม้นท์ในลักษณะ 'ติเพื่อก่อ' ได้อย่างไร เช่นในกรณีคอมเม้นท์ในเรื่อง "แคตตาล็อกเป็นเหตุ" ซึ่งข้าพเจ้าได้ลบทิ้งไปแล้ว สาเหตุที่ลบ เพราะอ่านแล้วแปรเจตนารมณ์ของผู้เขียนไม่ออก ว่าประสงค์จะหยอกล้อ-ยั่วเย้า-กระเซ้าแหย่ข้าพเจ้าให้เกิดความขบขัน หรืออ่านแล้วรู้สึกสมเพชเวทนา จนเก็บกลั้นความอยากเยาะเย้ยเอาไว้ไม่อยู่ จึงแปรมันออกมาเป็นถ้อยคำในช่องคอมเม้นท์ทันที (ซึ่งพูดกันตามสำนวนที่เพื่อนข้าพเจ้าชอบพูดบ่อยๆ เวลาได้ยินใครที่พูดอะไรเหมือนไม่รู้จักคิด เขาจะบอกว่า "มันออกมาจากไขสันหลัง ไม่ได้ออกจากสมอง!")

ผู้เขียนคอมเม้นท์ท่านนั้น ซึ่งข้าพเจ้าเองจำชื่อไม่ได้แล้ว ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม โปรดทราบไว้ด้วยว่าเพียงแค่ถ้อยคำไม่กี่คำของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าจดจำได้แม่นยำถึงขณะนี้ มันสามารถทำร้ายจิตใจของข้าพเจ้าได้รุนแรงไม่น้อย ทั้งที่เราต่างก็ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน!!!

มิได้หมายความว่า ข้าพเจ้ามาเขียนบล็อกเพื่อต้องการแต่คำชื่นชมยินดีแลยกย่องสรรเสริญ เพียงแต่ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า การอยู่ร่วมกันในสังคม เครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความปรองดองและสงบสุขในสังคมได้ไม่น้อย ย่อมหนีไม่พ้นการเป็นผู้รู้จัก 'มารยาท-กาลเทศะ-เอาใจเขา มาใส่ใจเรา' ไม่มากก็น้อย กล่าวคือ ควรคำนึงให้มากว่าถ้อยคำใดควรพูดหรือไม่ควรพูด เมื่อพูดออกไปแล้วผู้ฟังจะรู้สึกดีหรือย่ำแย่ และที่สำคัญคือให้ลองคิดกลับด้านว่า หากเป็นท่านเองที่ได้รับคอมเม้นท์แบบนั้นบ้าง ท่านจะยังสามารถหัวเราะขบขันได้หรือไม่!!!

อนึ่ง หากคิดว่าการคอมเม้นท์ลงบล็อก ถือเป็น 'การเขียน' รูปแบบหนึ่ง ข้าพเจ้าก็อดคิดไม่ได้อีกว่า ก่อนที่ถ้อยคำของผู้คอมเมนท์จากผ่านปลายนิ้วลงไปยังแป้นคียบอร์ด แล้วแปรเป็นตัวอักษรบนจอภาพ มันน่าจะใช้เวลาพอสมควร ให้ผู้เขียนคอมเม้นท์ได้ฉุกคิดบ้างว่า ถ้อยคำของตนนั้นเป็นถ้อยคำที่น่าอ่านหรือไม่ เพราะมันมิใช่แค่คิดก็หลุดเป็นคำพูดออกจากปากทันควัน อีกอย่าง คำพูดนั้นเมื่อผ่านปากแล้วก็เป็นลมที่จางหาย แต่ถ้อยคำในช่องคอมเม้นท์นั้นจะยังคงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่ข้าพเจ้า-ในฐานะเจ้าของบล็อก-ไม่กดลบทิ้ง

ทว่า สาระสำคัญมิได้อยู่ที่การที่ข้าพเจ้านึกอยากจะกดลบทิ้งคอมเม้นท์ไหนก็ทำได้ตามสะดวก แต่อยู่ในประเด็นที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วต่างหาก

การที่ข้าพเจ้านำเรื่องนี้มาเขียน มิใช่เพื่อจะมาประกาศอโหสิกรรมใดๆ แก่ผู้คอมเม้นท์ท่านนั้น เพราะข้าพเจ้าเองยังมิใช่คนดีถึงขนาดนั้น ทั้งมิได้ปรารถนาจะมาทะเลาะเบาะแว้ง-ทุ่มเถียงขัดแย้งกับผู้ที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักแลเคยพบหน้ากันมาก่อน (ไม่เช่นนั้น ข้าพเจ้าคงจะปล่อยคำคอมเม้นท์นั้นไว้ และเขียนอะไรที่แรงพอกัน ตอบโต้กลับไปเป็นแน่!) เพียงแต่ข้าพเจ้านึกอยากเขียนเรื่องนี้ก็ลงมือเขียน และนำมาโพสต์ลงในพื้นที่ส่วนตัวกึ่งสาธารณะแห่งนี้ ตามความตั้งใจที่วางไว้ว่าจะพยายามอัพเดทบล็อกบ่อยๆ ส่วนจะมีผู้ใด-ไม่ว่าจะมี 'ใจ' หรือ 'พลัดหลง' ก็ตาม-เข้ามาอ่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ และอ่านแล้วจะรู้สึกว่ามันมีสาระหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ รู้แต่เพียงว่าข้าพเจ้าได้เขียน เพื่อความสบายใจของตนเองแล้วก็เท่านั้น

พร้อมกันนั้นก็แอบหวังไว้ลึกๆว่า หากจะมีผู้หนึ่งผู้ใดกรุณาคอมเม้นท์ ข้าพเจ้าก็อยากได้แต่คอมเม้นท์ที่อ่านแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นการตำหนิติเตียน หรือเย้าหยอกก็ตาม หากเป็นถ้อยคำที่นุ่มนวล ผ่านการกลั่นกรองจากสมองส่วนดีแล้วระดับหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้เล่นอินเตอร์เน็ตทุกท่านย่อมต้องมี ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าคงจะทำให้มีกำลังใจในการเขียนมากขึ้นแน่ๆ เพราะพูดกันตรงๆ ข้าพเจ้าก็ไม่ใคร่ชอบกดลบคอมเม้นท์ของผู้ใดพร่ำเพรื่อนัก

แต่หากมันเป็นการคอมเม้นท์ด้วยถ้อยคำ 'ขยะ' ข้าพเจ้าจะเก็บมันไว้ให้รกบ้านทำเพื่อ !?!

แคตตาล็อกเป็นเหตุ

posted on 05 Jan 2010 08:34 by nongmod in nongmod-diary

ข้าพเจ้าเป็นคนชอบดูแคตตาล็อกสินค้า โดยเฉพาะของห้างซูเปอร์สโตร์ชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้าน ที่มักจะมีแคตตาล็อกลอบมาเสียบที่หน้าประตูบ้านอยู่เนืองๆ ทุกครั้งที่ได้ ข้าพเจ้ามักจะกางออกทันที เพื่อดูราคาสินค้านานาชนิดว่ามีสิ่งใดที่ราคา 'ถูกกว่าห้างอื่น' บ้าง โดยมิสนใจว่าตนเองจะอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเหมาะแก่การอ่านหรือดูหนังสือหรือ ไม่ พูดให้ชัดคือ ข้าพเจ้าชอบที่จะถือติดมือขณะออกจากบ้าน เพื่อเดินอ่านไปด้วย เพราะถือว่าเรื่องการเดินอ่านหนังสือนั้น ถือเป็นของหมูๆ เรื่องกล้วยๆ สำหรับข้าพเจ้าอันปฏิบัติสืบต่อมาตั้งแต่เยาว์ แม้ล่วงเข้าปูนนี้แล้วย่อมมิใช่ปัญหา

ล่าสุดก็เพิ่งเมื่อวานนี้เอง ที่ข้าพเจ้าความจำเป็นต้องออกไปซื้อของยังห้างซูเปอร์สโตร์ใกล้บ้าน เมื่อเปิดประตูก็ได้เห็นแคตตาล็อกลดราคาสินค้าของห้างดังกล่าวมาเสียบไว้ ข้าพเจ้าจึงถือแคตตาล็อกนั้นติดมือและกางออกดู พร้อมกับเดินไปด้วยเหมือนเช่นเคย

อนึ่ง ขอบรรยายสภาพแวดล้อมสักเล็กน้อย ว่าบ้านของข้าพเจ้าอยู่ในซอยย่อยที่แยกออกจากซอยหลัก ทำให้ไม่มีรถยนต์แล่นผ่านไปมาจนกว่าจะถึงปากซอยย่อย ข้าพเจ้าจึงกำหนดหมายไว้ในใจว่า เดี๋ยวก่อนจะเดินออกสู่ซอยหลัก คงจะต้องเงยหน้าขึ้นดูสักหน่อย ว่าจะมีรถแล่นผ่านหรือไม่ หาไม่เช่นนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

แต่คงเป็นด้วยเวรกรรม (พูดอีกแบบคือความเลินเล่อ-ประมาท หรือชัดเจนกว่านั้นคือความชุ่ย-สะเพร่า) เมื่อข้าพเจ้าเผอิญมองเห็นราคาของสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งระบุว่าลดราคาลงมากเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเกิดอาการ 'โอ้โห...อื้อหือ' อยู่ในใจว่า ทำไมมันถึง โค-ตะ-ระ ถูกปานนี้ บลาๆๆๆๆ เท้าทั้งสองข้างก็ได้พาข้าพเจ้าเดินมาถึงปากซอยย่อยเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงใช้เพียงหางตาเหลือบมองเพียงว่า ในซอยหลักนั้นมีรถยนต์กำลังแล่นผ่านมาหรือไม่ เมื่อไม่เห็นว่ามีรถยนต์คันใดกำลังแล่นผ่านมา ข้าพเจ้าจึงเดินต่อไป โดยที่มิคิดจะลดแคตตาล็อกที่กางอ่านอยู่ในระดับหน้าอกแต่อย่างใด

และเพราะเหตุที่พื้นซอยย่อยนั้น มีระดับสูงกว่าพื้นซอยหลัก ดังนั้น การจะเดินออกจากซอยย่อยสู่ซอยหลัก จึงมีลักษณะไม่ต่างจากการก้าวลงเนินเตี้ยๆแม้แต่น้อย ซึ่งทุกท่านคงจะทราบดีว่า ขณะที่เราก้าวลงจากที่สูงสู่ที่ต่ำนั้น แม้จะไม่สูงมาก ก็ย่อมต้องมีแรงดึงดูดจากโลกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ทำให้ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังกำลังก้าวเท้าลงจากเนินเตี้ยๆ (พื้นซอยย่อย) ด้วยความมั่นใจว่าปลอดโปร่งโล่งสบาย

ฉับพลันนั้นเองที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกดั่งถูกมือยักษ์อันมองไม่เห็นจับเหวี่ยง ชวนให้รู้สึกเหมือนโลกคงกำลังจะแตกแบบในหนัง 2012 เป็นแน่แท้!!

แต่ความจริงแล้ว โลกก็ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิมตามปรกติ ยกเว้นแต่ตัวข้าพเจ้าเองที่ลงไปกองอยู่กับพื้น ในสภาพเอาหน้าทิ่มลงกับพื้นถนน โชคดีที่ข้าพเจ้าใช้มือทั้งสองข้างยันไว้ทัน แต่สิ่งอันเป็นอุปสรรคกว่านั้น คือข้าพเจ้าพบว่าตนเองกำลังคร่อมอยู่บนจักรยานเจ้ากรรมคันหนึ่ง!

ถึงบรรทัดนี้ หลายท่านคงจะมองเห็นว่า สาเหตุที่ข้าพเจ้าหัวทิ่มลงกับพื้นถนนต่อหน้าธารกำนัลในเวลากลางวันแสกๆนั้น เป็นเพราะข้าพเจ้าเดินสะดุด หรือพูดอีกแบบคือ เดินเข้าไปชนรถจักรยานที่กำลังจอดนิ่งๆอยู่นั่นเอง

ในการสะดุดหกล้ม ของคนเรานั้น ย่อมจะได้รับของแถมคืออาการบาดเจ็บ มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบรายรอบนานา การบาดเจ็บที่ข้าพเจ้าได้รับ (ซึ่งสำรวจพบหลังจากข้าพเจ้านำพาตนเองออกจากสถานที่เกิดเหตุไปแล้ว) คือแผลถลอกที่ข้อศอก ซึ่งเปื้อนน้ำมันจากโซ่หมุนล้อ และแผลบนหัวเข่าทั้งสองข้าง นอกจากนี้ยังมีผลพวงสืบเนื่องตามมา คืออาการปวดบวมหัวเข่าขวา ทำให้ทุกครั้งที่งอเข่าก็จะมีอาการเจ็บแปลบๆขึ้นมาทุกที สร้างความทรมานแก่ข้าพเจ้าในการเดินเหินสัญจรเอามากๆ

ขอย้อนกลับไปยัง ณ ขณะเกิดเหตุสักเล็กน้อย เมื่อข้าพเจ้าพบว่าตนเองเดินไปชนจักรยานจนล้มคว่ำลงไปด้วยกันนั้น ก็แน่ละที่ในตอนนั้น ข้าพเจ้าย่อมไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ มากไปกว่าความรู้สึกอับอายว่าอยู่ๆดีก็หัวทิ่มกับพื้นเสียได้ อีกทั้งยังรู้สึกกลัวว่าเจ้าของรถจักรยานจะออกมาด่าว่าข้าพเจ้า ว่าไม่รู้จักดูทางให้ดีๆ จักรยานของเขาจอดอยู่กับที่ดีๆ ดันเดินเข้าไปชนเสียเต็มแรงซะงั้น!

จึงอาจถือเป็นโชคดีของข้าพเจ้าอยู่บ้าง ที่เจ้าของรถจักรยานซึ่งเป็นสตรีสาวใหญ่ เปิดประตูออกจากร้านที่เธอแวะมาทำธุระโดยจอดจักรยานไว้หน้าร้านนั้นเอง ได้ออกปากถามว่าข้าพเจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่ หลังจากที่เธอได้ทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว และไม่ติดใจเอาเรื่องเอาราวอันใด ในขณะนั้น แม้ข้าพเจ้าจะเริ่มรู้สึกแสบๆแผลอยู่บ้าง และชักจะปวดๆหัวเข่าขึ้นมารำไร แต่ข้าพเจ้าก็ตัดใจบอกว่า "ไม่เป็นไรๆ" และเอ่ยขอโทษเจ้าของรถจักรยาน ก่อนจะเร่งพาตนเองออกจากสถานที่เกิดเหตุนั้นทันที

ก็อย่างที่ทุกท่านคงจะเป็นเช่นเดียวกัน ยามต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน น่าอับอาย กลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้อื่น สิ่งเดียวที่ทุกท่านย่อมปรารถนาอยากทำมากที่สุด คือการพาตัวเองไปเสียให้พ้นจากสถานที่นั้น หากแม้นว่าพอจะมีวิชาล่องหนหายตัวได้แล้วละก็ เห็นจะไม่รีรอที่จะนำออกใช้เสียโดยพลัน

เมื่อนำพาตนเองออกจากสถานการณ์นั้นมาได้ ข้าพเจ้าได้ลองทบทวน ก็ให้รู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น ว่ามันออกจะพิลึกเอาการ ที่เราเดินไปชนรถจักรยาน เจ็บตัวก็เจ็บ แต่เราดันเป็นฝ่ายต้องขอโทษเจ้าของรถแทนเสียนี่! (จริงๆแล้ว เจ้าของรถควรจะเป็นฝ่ายขอโทษข้าพเจ้ามากกว่า เพราะหากว่ากันตรงๆ รถคันนี้มาจอดอยู่ในที่ที่ไม่สมควรจอด สร้างความเกะกะรำคาญในการเดินทาง ไม่ต่างจากแผงขายของแบกะดินบริเวณสยามสแควร์ช่วงค่ำ!)

เลยทำให้นึกถึงครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยไปรับประทานอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ด เห็นเด็กตัวเล็กๆวิ่งเล่นไล่จับกันเป็นที่สนุกสนาน จนรุ่นพี่ผู้ไปด้วยกันได้เปรยออกมาว่า "น่าหวาดเสียว กลัวเด็กจะวิ่งไปชนกระจกร้านแตก" พร้อมกับเล่าว่า ถ้าเป็นในต่างประเทศ หากเด็กวิ่งไปชนกระจกร้านเข้าจริงๆ เจ้าของร้านคงไม่แคล้วโดนพ่อแม่ของเด็กด่า หรือหนักกว่านั้นคือถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากไม่จัดสภาพร้านให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ

"แต่ถ้าเป็นเมืองไทยน่ะเหรอ" รุ่นพี่ของข้าพเจ้ากล่าว "นอกจากพ่อแม่ของเด็กจะโดนเจ้าของร้านด่าแล้ว เผลอๆยังต้องชดใช้ค่ากระจกด้วยซ้ำ!"

พอนึกถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเลยออกจะกังวลซ้อนขึ้นมา ในระหว่างกำลังซื้อของและอาการปวดหัวเข่าค่อยๆทวีขึ้นเป็นลำดับ ว่าเจ้าของรถจักรยานอาจจะมาดักรอข้าพเจ้า เพื่อเรียกร้องให้ข้าพเจ้าจ่ายเงินค่าซ่อมรถให้แก่เธอก็เป็นได้

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้คิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ ข้อแรก ข้าพเจ้าควรจะต้องดูตาม้าตาเรือให้มากกว่านี้ เวลาจะเดินเหินไปไหน ไม่ว่านอกบ้านหรือในบ้าน จริงอยู่ ที่เจ้าของรถเองก็จอดรถไม่เป็นที่เป็นทาง แต่หากข้าพเจ้าไม่มัวแต่ 'โอ้โห...อื้อหือ' อยู่กับราคาสินค้าในแคตตาล็อกจนขาดความระมัดระวัง ข้าพเจ้าก็คงจะมองเห็นว่ามีรถจอดขวางทางอยู่ และสามารถก้าวเลี่ยงหลบไปทางอื่นได้โดยสบาย

ข้อถัดมา การได้รับอุบัติเหตุครั้งนี้ ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้น เพื่อมาช่วยย้ำเตือนให้ข้าพเจ้ามีความระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น เพราะเป็นความจริงว่าคนเราส่วนใหญ่ ยามอยู่สุขสบายก็มักจะเผลอตั้งตนอยู่ในความประมาท ขาดความระมัดระวัง และมักคิดว่า "เรื่องแบบนี้คงจะไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก!" การได้รับอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆจึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยมาถึงให้เราพร้อมป้องกัน เตรียมตั้งสติ จะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบาลงตามสมควร เช่นในครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยลื่นล้มหงายหลังที่หน้าบ้านซึ่งทำเป็นยกพื้นสูงขึ้นกว่าพื้นถนน และปูด้วยกระเบี้องซึ่งลื่นอย่างร้ายกาจเมื่อโดนน้ำ ในวันนั้นเกิดฝนตกหนัก และข้าพเจ้ามิได้พกร่มติดตัว ด้วยความรีบร้อนจะเข้าบ้าน จึงทั้งวิ่งทั้งกระโดดหนีฝนเพื่อมิให้ตัวเปียก (แต่ความจริง กว่าข้าพเจ้าจะมาถึงบ้าน เนื้อตัวก็เปียกโชกไปหมดแล้ว) และกระโดดขึ้นไปยืนบนพื้นปูกระเบื้องด้วยความย่ามใจว่าดอกยางที่รองเท้าน่าจะใช้การได้ดี

แต่ปรากฏว่าข้าพเจ้ายังไม่ทันได้ทรงตัว ก็มีอันต้องล้มหงายหลังลงกับพื้น เดชะบุญที่ข้าพเจ้าหงายหลังไปบนพื้นปูกระเบื้องซึ่งข้าพเจ้าเหยียบยืนอยู่พอดี จึงเพียงแค่ระบมก้นกบอยู่หลายวันเท่านั้น สมมติว่าข้าพเจ้าดันหงายหลังลงไปบนพื้นต่างระดับอันเป็นพื้นซีเมนต์ซึ่งอยู่ต่ำกว่าพื้นปูกระเบื้องหน้าบ้านแล้วละก็ ออกจะน่าเสียวไส้ไม่น้อยว่าศีรษะของข้าพเจ้าคงจะกระแทกพื้นเข้าเต็มแรงเป็นแน่

เผลอๆข้าพเจ้าอาจจะหมดโอกาสได้มานั่งเขียนหนังสือเหมือนเช่นทุกวันนี้ก็ได้...